Lefora Free Forum
login join
Loading

เกษตรกรต้นแบบ

COMPOSE REPLY
64 Posts • Page 3 of 4 • 1 234

kugsweet_jubjub
member - novice

Posts:11
Joined:05 October 2010
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#40, by kugsweet_jubjub, 11 March 2011 05:36 AM

เกษตรกรต้นแบบ


นายซ้อน  ทองดอนน้อย  อายุ  62  เกิด พ.ศ. 2491

ที่อยู่ 29/หมู่14   ต.ดอนข่อย   อ.กำแพงแสน   จ.นครปฐม

บัตรประตัวประชาชน  3730200059929

โทร  0892097924

เกษตรกรต้นแบบไร่สวนผสม ศ.ก. พอเพียง

นายซ้อนมีอาชีพทำนาในครอบครัวทำนามาตั้งแต่เกิด ถึงแม้จะมีอาชีพใหม่ๆเข้ามาแต่นายซ้อนก็ยังใช้ชีวิตในการทำนา ทำไร่แบบพอเพียงไม่ได้ดำเนินชีวิตแบบก้าวกระโดดจึงทำให้นายซ้อนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นและอยู่อย่างพอเพียงนายซ้อนประกอบอาชีพ  ทำนา ทำไร่  ทำสวน   ในพื้นที่  30  ไร่ทำให้มีรายได้มากขึ้น   โดยการปลูกผลไม้,ผัก  เช่น ฝรั่ง ชมพู  กล้วย  มะพร้าว  เป็นอาชีพเสริมและทำขนมขายโดยใช้ผลผลิตในสวน  เช่น  ขนมกล้วย  ข้าวต้มมัด  นายซ้อนเล่าให้ฟังว่า  เป็นหนี้ ธ.ก.ส  แต่เดี๋ยวนี้ใช้หนี้หมดแล้วโดยการแบ่งพื้นที่ออกเป็น  3 ส่วน   ทำนา  10  ไร่   ปลูกผลไม้  10  ไร่  ปลูก  10  ไร่  รวมทั้งผลไม้อื่นๆเพื่อใช้กินในครอบครัวและไปขายในตลาดเพื่อเป็นอาชีพเสริม    นายซ้อนเล่าให้ฟังว่าการทำนานั้นได้ผลผลิตสูงสุด 1  ไร่ 100  ถัง  ต่ำสุด  1  ไร่  80 ถัง  โดยพันธุ์ข้าวที่ใช้ พันธุ์พวงทอง ถ้าเป็นนาฝรั่งใช้พันธุ์ข้าว พวงทอง เก็บเกี่ยวง่ายปลูกได้ทุกฤดูกาล ถ้าเป็นนาปีใช้พันธุ์ข้าว สุพรรณ 1, สุพรรณ 4 หรือ ก.ข 23  นายซ้อนได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นและยังให้คำปรึกษากับเกษตรกรที่สนใจและมีปัญหาจากการทำนา เช่น เกิดโรคระบาด ,โรคข้าวดีด และลดต้นทุนในการผลิต  โดยการตากดินหรือหมักดินเพื่อประหยัดในการใช้ปุ๋ย  และเป็นแบบอย่างเกษตรกรผู้สนใจทั่วไป จึงทำให้นายซ้อนได้รับรางวัลและเงินสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ     



                            น.ส. ถาวรีย์  ทองดอนน้อย  เลขที่ 23

                             ป.ว.ส รุ่นที่  6  รหัสนักศึกษา 5335010083  ก.พ.ส

Score: 0

puping_jan
member - regular

Posts:75
Joined:13 June 2010
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#41, by puping_jan, 11 March 2011 06:35 AM

เกษตรกรต้นแบบคุณชำนาญ  ศรีเอี่ยมออง เกษตรกรผู้ปลูกข้าวลูกผสม ซี.พี.304 พื้นที่ปลูก 11 ไร่ ต.บางภาษี  อ.บางเลน  จ.นครปฐมปลูกวันที่ 23 ก.พ. 53 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 1,182 กก./ไร่

    คุณชำนาญ  ศรีเอี่ยมออง  ชาวนาผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกข้าวลูกผสม ซี.พี.304 ฤดูนาปรัง 1 (ปลูกเดือน กุมภาพันธ์ 2553) ที่ตำบลบางภาษี  อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม  ได้ผลผลิตสูงถึง 1,182 กิโลกรัมต่อไร่ 

 
   คุณชำนาญ  ศรีเอี่ยมออง  ได้หันมาทดลองปลูกข้าวลูกผสม ซี.พี.304 ซึ่งมีราคาสูงกว่าพันธุ์ที่ใช้อยู่เดิม  เนื่องจาก  ในการเพาะปลูกในฤดูที่ผ่านมา ชาวบางเลนได้ประสบปัญหาทางการผลิตมากมาย  ตั้งแต่ วัชพืช พวกข้าวดีดข้าวเด้ง  ปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงผิดปกติ  ปัญหาโรคแมลงระบาด เช่น เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล  ทำให้ต้องใช้สารเคมีต่างๆ จำนวนมาก  เพิ่มต้นทุน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ  เพราะได้ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่เพียง 500-600 กิโลกรัม  ทำให้ชาวนาฝีมือดี ในเขตปลูกข้าวชั้นยอดของประเทศไทยที่อำเภอบางเลน  ต้องมองหาทางเลือกใหม่  โดยการทดลองเปลี่ยนพันธุ์ข้าวปลูก
 
   คุณชำนาญ  ศรีเอี่ยมออง  ได้ปลูกพันธุ์  ซี.พี.304 (CP 304)  ตามคำแนะนำของท่านอาจารย์เสถียร  พรหมชัยนันท์  ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกข้าวมามากกว่า 50 ปี  ให้ใช้การใช้น้ำปราบหญ้า  ทำให้สามารถลดต้นทุนด้านสารกำจัดวัชพืช  และความได้เปรียบในตัวของข้าวลูกผสมในด้านความแข็งแรง  ทำให้ทนต่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้เป็นอย่างดี  ประหยัดได้ทั้งยารักษาโรคและยากำจัดแมลง  ซึ่งเมื่อหักกลบลบกันแล้ว  ต้นทุนต่อไร่ก็สูงกว่าการใช้พันธุ์เดิม  วิธีเก่าๆ ไม่มากนัก  แต่ผลผลิตที่ได้สูงเกือบเท่าตัวเมื่อเปรียบเทียบในฤดูปลูกเดียวกันนี้  ทำให้คุณชำนาญ กลับมาเชื่อมั่นในการทำนาว่าสามารถทำกำไรและเลี้ยงครอบครัวได้ต่อไปแหล่งข้อมูล นางสาวขนิษฐา ภูริเทเวศร์ ปวส.รุ่นที่ 6 กำแพงแสน เลขที่ 10

Score: 0

puping_jan
member - regular

Posts:75
Joined:13 June 2010
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#42, by puping_jan, 11 March 2011 06:54 AM

เกษตรกรต้นแบบประวัติเกษตรกรดีเด่นนายอุดม ฐิตวัฒนะสกุล เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประเภทพืชสวน  นายกสมาคมไม้ดอกไม้ประดับคนปัจจุบัน เกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2508 ณ บ้านเลขที่ 35/1 หมู่ 5 ต.หลักสอง เขตหนองแขม จ.กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรของคุณพ่อพิชัย ฐิตวัฒนะสกุล ซึ่งได้รับรางวัลพ่อดีเด่นแห่งชาติ ใน พ.ศ.2543 และ คุณแม่สนอง ฐิตวัฒนะสกุล เป็นบุตรลำดับที่ 4 จากจำนวนพี่น้อง 6 คน ซึ่งประกอบด้วย พี่ชาย 3 คน คือ พันตำรวจเอกสมเดช ฐิตวัฒนะสกุล นาวาเอกพิเศษนพดล ฐิตวัฒนะสกุล นายดอน  ฐิตวัฒนะสกุล  และน้องสาว 2 คน คือ นางวรรณี ธำรงวุฒิ และ น.ส.วรรณา ฐิตวัฒนะสกุล สมรสกับนางดุจฤดี ฐิตวัฒนะสกุล (พลอยเกษม) มีธิดา 2 คน คือ ด.ญ.ณัฐวรีย์ ฐิตวัฒนะสกุล และ ด.ญ.ทรรษิกา  ฐิตวัฒนะสกุล ปัจจุบันพำนักอยู่ที่บ้านเลขที่ 44หมู่ 4 ต.บ้านบ่อ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ซึ่งครอบครัวฐิตวัฒนะสกุล เป็นครอบครัวของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกล้วยไม้รุ่นบุกเบิกของประเทศไทยซึ่งเป็นเกษตรกรกลุ่มที่มีความคิดก้าวหน้า กล้วยไม้พันธุ์แรกๆ ที่ปลูก คือกล้วยไม้หวาย  มาดามปอมปาร์ดัว (Dendrobium)  และหวายซีซาร์ (Dendrobium) และได้เผยแพร่ไปสู่กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้มีการปลูกอย่างแพร่หลาย ทำให้ เขตหนองแขมกลายเป็นแหล่งปลูกกล้วยไม้แหล่งใหญ่ของไทยและจำหน่ายทั่วไปทั้งภายในและภายนอกประเทศ

เกียรติยศและรางวัลที่ได้รับ1. เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาทำสวน2. นิสิตเก่าดีเด่น สมาคมนิสิตเก่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมป์ พ.ศ.25503. รางวัลผู้ทำดีตามโครงการเมืองไทยเมืองคนดี (ยกย่องเชิดชูคนดี) ปี 2551 โดย กรมการศาสนา4. รางวัลชนะเลิศการประกวดเกษตรกรดีเด่น อาชีพทำสวน ระดับเขต สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2  จ.ราชบุรี5. ปริญญาวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาเกษตร จากมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง?

ผลงานดีเด่น

การดำเนินกิจกรรมในปัจจุบัน ผลิตไม้ตัดใบ,ไม้ใบ,ไม้ประดับ ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรค1. ปรับปรุงสวนเก่า โดยการขุดบ่อน้ำ 10% ของพื้นที่เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในยามขาดแคลน2. ปรับปรุงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม/ฝนแล้ง โดยใช้เทคโนโลยีแบบง่าย ๆ เช่น ขุดลอกลำประโดง รอบ ๆที่ดิน ทำคันดินป้องกันน้ำท่วมให้สูงกว่าระดับน้ำที่เคยท่วมในอดีต3. การจัดระบบน้ำเข้า-ออก สวนแบบประหยัดพื้นที่ โดยทำบ่อคอนกรีตเป็นระดับสร้างมุมตกกระทบของน้ำ เพื่อเป็นการเติมออกซิเจนในช่วงการนำน้ำเข้าสวนและเลี้ยงปลากินพืชเป็นดัชนีตัวชี้วัดคุณภาพน้ำ4. พัฒนาการผลิตไม้ประดับ โดยการสร้างโรงเรือนจากสลิงที่เป็นวัสดุเหลือใช้จากการไฟฟ้าที่หมดอายุการ ใช้งานมาขึงเป็นคานต่างระดับทำให้ประหยัดต้นทุนการก่อสร้างโรงเรือน มีความแข็งแรงทนทาน และมีการระบายอากาศได้ดีในสภาพโรงเรือนที่ใหญ่5. ใช้ยางรถยนต์เก่าฝังดินยึดสายสลิงแทนการใช้คอนกรีตจำนวนมาก6. ใช้โฟมที่เป็นวัสดุห่อหุ้มเครื่องจักรจากต่างประเทศมาเป็นวัสดุปูโต๊ะสำหรับ วางไม้กระถาง ส่วนที่แตกหักจะนำมาใช้เป็นส่วนผสมของวัสดุปลุก7. ใช้เศษซาแลนมาทำขอบแปลงปลูกต้นไม้ หรือใช้พันเสาคอนกรีต เพื่อปลูกกล้วยไม้8. ใช้เศษมะพร้าวมาเป็นวัสดุปลูก โดยทั่วไปผู้ประกอบการจะใช้กาบมะพร้าวไปทำกระบะปลูกกล้วยไม้ส่วนหัวและท้าย จะทำลาย จึงได้ทดลองนำเศษมะพร้าวมาปลูกต้นไม้ ปรากฏว่าได้ผลดี และยังมีอายุการใช้งานยาวนาน9. การพัฒนาพันธุ์ไม้และขยายแหล่งได้ทำอย่างต่อเนื่องทุกปี จนปัจจุบันมีโรงเรือน 11 โรงเรือน ในพื้นที่ 40 ไร่ และแปลงต้นไม้ขุดล้อม 10 ไร่สร้างห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อที่ทันสมัยที่สุดในประเทศไทย ร่วมกับหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ใช้เทคนิครังสีแกมมาเข้ามาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์ไม้ด้วย ส่วนพื้นที่อีก 10 ไร่ เป็นอาคารบ้านพัก บ่อน้ำ และทางเดินเท้า10. การควบคุมคุณภาพไม้ประดับให้มีคุณภาพและเพียงพอกับความต้องการของตลาด จำเป็นต้องมีต้นพันธุ์จำนวนมากพอ จึงสามารถตัดใบได้ เพราะพันธุ์ไม้บางชนิด เมื่อตัดใบแล้วต้องใช้เวลาในการเจริญเติบโต ส่วนระบบการให้น้ำได้ดัดแปลงวัสดุที่หาได้ง่ายทำเป็นตัวเพิ่มแรงดันของน้ำ และสามารถใช้ได้ผลดี11. การบริหารงานบุคคล การผลิตไม้ตัดใบ ต้องมีการดูแลรักษาที่ดี ต้องใช้แรงงานที่มีความรู้ความเข้าใจ อุดมการ์เด้นมีคนงานประจำอยู่ 8 คนซึ่งคนงานเหล่านี้เป็นคนในท้องถิ่นและเริ่มทำงานที่สวน ตั้งแต่แรกจนมีความรู้และประสบการณ์ในระดับที่ดี นอกจากนี้สวนอุดมการ์เด้นยังเป็นที่ฝึกงานของนักศึกษาหลายสถาบัน โดยได้จัดสวัสดิการ ให้แก่นักศึกษาทุกคนที่มาฝึกงาน เช่น มีบ้านพัก น้ำไฟฟรี ตลอดช่วงฝึกงาน เบี้ยเลี้ยง วันละ 50 บาท/คน มีบริการรถยนต์รับ-ส่งฟรี หากมีธุระและขออนุญาต

ผลงานและความสำเร็จ1. มีพื้นที่ในการทำสวนของตนเองจำนวน 70 ไร่ และดูแลบริหารจัดการสวนของพ่ออีกจำนวนหนึ่ง2. การพัฒนาและขยายแปลงปลูกทำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เพราะสินค้าในปัจจุบันยังไม่พอต่อตลาดบริโภค ซึ่งการขยายงานนั้นจำเป็นอย่างมากที่ต้องสร้างโรงเรือนอย่างต่อเนื่องทุกปี ปัจจุบันมี 25 โรงเรือน รวมพื้นที่ 70 ไร่3. แปลงปลูกแต่ละแปลง มีการปลูกพืชสลับชนิดกัน หรือปลูกปนกันบ้าง จากการทดลองสามารถลดการทำลายของแมลงได้เป็นอย่างดี โดยที่ลูกค้าญี่ปุ่นและยุโรป,อเมริกาจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสารเคมีตกค้างปีละ 2 ครั้ง ระยะเวลาที่ค้าขายมา 8 ปี กับบริษัท่ต่างชาติเหล่านี้นี้ ยังไม่มีการพบทำให้เกิดความเชื่อมั่นทางการค้าจะใช้สารเคมีป้องกันกำจัด ศัตรูพืชที่น้อยและจำเป็นเท่านั้น4. การผลิตมุ่งเน้นทางด้านคุณภาพ ควบคู่กับปริมาณที่ลูกค้าต้องการในแต่ละรายได้ การหาตลาดจึงมีความสำคัญรองมาจากการผลิตมาก เพราะลูกค้ามักมุ่งเน้นของดีมีคุณภาพ จึงเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไป ในตัว5. ทุนในการขยายงานที่ผ่านมานำมาจากการขายผลผลิตที่ออกสู่ตลาด โดยระยะเวลา 3 ปีแรก ที่ผ่านมา สามารถขยายพื้นที่รวมกว่า 70 ไร่ ซึ่งไม่ได้รวมถึงไซด์งานที่ลาดบัวหลวง 30 ไร่ และดำเนินสะดวก ตั้งแต่ต้นปี 2546 สร้างโรงเรือนได้ 60 ไร่ โดยรวมทั้งหมดมีโรงเรือนที่ให้ผลผลิตแล้ว 70 ไร่6. การขยายพันธุ์ในปัจจุบัน ใช้เทคโนโลยีชีวภาพโดยส่วนใหญ่จะให้ต้นพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพคราวละ มาก ๆ เพื่อสอดคล้องกับการขยายตัวของตลาดรวมถึงความสามารถขยายต้นพันธุ์ให้ภาครัฐ เอกชน โครงการหลวง และเกษตรกรทั่วไปเป็นระยะ ๆ7. การปรับปรุงพันธุ์ใช้เทคนิครังสีแกรมม่าเข้ามาช่วย และการผสมพันธุ์ก็ได้พันธุ์ใหม่ขึ้นมาเช่นกัน

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม1. พื้นที่ทำสวนของตนเอง มีเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดิน2. มีการปลูกผลไม้บนคันดินเพื่อยึดคันดินลดการพังทลายของคันดินเป็นแนวบังลม ลดการสูญเสียจากภัยธรรมชาติ3. เลี้ยงหมูป่าเพื่อจำหน่ายพันธุ์ ช่วงผลไม้สุกบางครั้งไม่สามารถจำหน่ายได้ หรือได้รับความเสียหายจากแมลงวันทองก็นำมาเป็นอาหารหมูป่า ยังเป็นการตัดวงจรของแมลงวันทองได้อย่างดี4. มูลหมูป่า นำมาทำปุ๋ยหมักร่วมกับใบไม้ที่ไม่ได้คุณภาพ ใส่ในดินเพิ่มสารอาหารให้ไส้เดือน เพิ่มอินทรีย์สารแก่ดินและต้นไม้โดยตรง ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้พอสมควร5. ปลูกพืชริมแหล่งน้ำ เช่น ลิ้นมังกร มะพร้าว หมากเหลือง เพื่อลดการพังทลายของดิน และปลาที่กัดเซาะริมตลิ่ง ยังสร้างรายได้งดงามอีกด้วย6. ทำบ่ออนุบาลลูกกบและปลาให้โตก่อนที่จะปล่อยสู่ธรรมชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศน์แบบจัดการ เพราะลูกกบเล็กถ้าปล่อยทันทีอาจถูกศัตรูที่มีมากในธรรมชาติจัดการหมดก่อนที่ จะโตเต็มวัยหรือภาวะสามารถเอาตัวรอดได้เอง

แหล่งข้อมูล นายวุฒิชัย คงทัพ ปวส.รุ่นที่  6 กำแพงแสน เลขที่ 9

Score: 0

kugsweet_jubjub
member - novice

Posts:11
Joined:05 October 2010
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#43, by kugsweet_jubjub, 11 March 2011 08:11 AM


เกษตรกรต้นแบบ

นายซ้อน  ทองดอนน้อย  อายุ  62  เกิด พ.ศ. 2491
ที่อยู่ 29/หมู่14   ต.ดอนข่อย   อ.กำแพงแสน   จ.นครปฐม
บัตรประตัวประชาชน  3730200059929
โทร  0892097924
เกษตรกรต้นแบบไร่สวนผสม ศ.ก. พอเพียง
นายซ้อนมีอาชีพทำนาในครอบครัวทำนามาตั้งแต่เกิด ถึงแม้จะมีอาชีพใหม่ๆเข้ามาแต่นายซ้อนก็ยังใช้ชีวิตในการทำนา ทำไร่แบบพอเพียงไม่ได้ดำเนินชีวิตแบบก้าวกระโดดจึงทำให้นายซ้อนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นและอยู่อย่างพอเพียงนายซ้อนประกอบอาชีพ  ทำนา ทำไร่  ทำสวน   ในพื้นที่  30  ไร่ทำให้มีรายได้มากขึ้น   โดยการปลูกผลไม้,ผัก  เช่น ฝรั่ง ชมพู  กล้วย  มะพร้าว  เป็นอาชีพเสริมและทำขนมขายโดยใช้ผลผลิตในสวน  เช่น  ขนมกล้วย  ข้าวต้มมัด  นายซ้อนเล่าให้ฟังว่า  เป็นหนี้ ธ.ก.ส  แต่เดี๋ยวนี้ใช้หนี้หมดแล้วโดยการแบ่งพื้นที่ออกเป็น  3 ส่วน   ทำนา  10  ไร่   ปลูกผลไม้  10  ไร่  ปลูก  10  ไร่  รวมทั้งผลไม้อื่นๆเพื่อใช้กินในครอบครัวและไปขายในตลาดเพื่อเป็นอาชีพเสริม    นายซ้อนเล่าให้ฟังว่าการทำนานั้นได้ผลผลิตสูงสุด 1  ไร่ 100  ถัง  ต่ำสุด  1  ไร่  80 ถัง  โดยพันธุ์ข้าวที่ใช้ พันธุ์พวงทอง ถ้าเป็นนาปรังใช้พันธุ์ข้าว พวงทอง เก็บเกี่ยวง่ายปลูกได้ทุกฤดูกาล ถ้าเป็นนาปีใช้พันธุ์ข้าว สุพรรณ 1, สุพรรณ 4 หรือ ก.ข 23  นายซ้อนได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นและยังให้คำปรึกษากับเกษตรกรที่สนใจและมีปัญหาจากการทำนา เช่น เกิดโรคระบาด ,โรคข้าวดีด และลดต้นทุนในการผลิต  โดยการตากดินหรือหมักดินเพื่อประหยัดในการใช้ปุ๋ย  และเป็นแบบอย่างเกษตรกรผู้สนใจทั่วไป จึงทำให้นายซ้อนได้รับรางวัลและเงินสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ     


                            น.ส. ถาวรีย์  ทองดอนน้อย  เลขที่ 23
                             ป.ว.ส รุ่นที่  6  รหัสนักศึกษา 5335010083  ก.พ.ส

-kugsweet_jubjub

Score: -1

aeed1942
member - rookie

Posts:8
Joined:28 August 2010
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#44, by aeed1942, 11 March 2011 02:36 PM


นางสาวธนพร   โพธิ์ชัยรัตน์

รหัส 5335010082  เลขที่ 22

ปวส.รุ่น 6 กลุ่มกำแพงแสน

                                                

เกษตรกรต้นแบบ

ชื่อ        นายสุภัตร  ภู่กลีบ

ที่อยู่       73 ม.3  ต.ทุ่งขวาง  อ.กำแพงแสน  จ.นครปฐม  73140

เบอร์โทรศัพท์   081-1987788



 ผักทั่วไปโดยประมาณ     30  กิโลกรัม
3.   ปลาทั่วไปโดยประมาณ    5   กิโลกรัม
4.   ผลไม้สุก(แล้วแต่จะหาได้)โดยประมาณ
  สารเร่งซุปเปอร์  2 ซอง
 6. หอยเชอรี่โดยประมาณ  5   กิโลกรัม  ( ถ้ามี)
           

            อุปกรณ์ที่ใช้

1.  ถังพลาสติกขนาด

วิธีการทำ

1.   เติมน้ำในถังพลาสติก แล้วเทกากน้ำตาลลงคนให้เข้ากัน  นำวัสดุที่ย่อยยากลงก่อน เช่น ปลา หอยเชอรี่  คนให้เข้ากันจากนั้นนำวัสดุที่เหลือ สับให้เป็นชิ้นเล็ก ใส่ลงไปในถังคนให้เข้ากัน

2.   ทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน ระหว่างที่หมักควรคนวันละ 1-2 ครั้ง / วัน เพื่อให้ส่วนผสมคลุกเคล้าให้ดียิ่งขึ้นและเพื่อระบายก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์

ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพ  คือ ช่วยในการเร่งการเจริญเติบโตของพืช

ยกตัวอย่างไม้ผล    น้ำหมักชีวภาพ   /  น้ำ    ในพื้นที่   พ่นหรือฉีดลงดินทุก 1 เดือนช่วงกำลังเจริญเติบโตก่อนออกดอก และ ช่วงติดผล  จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น

Score: 0

guest
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#45, by guest, 12 March 2011 06:20 AM
นายสมหมาย สุขเกษม เลขที่ 1 รหัส 5335010051 ปวส.รุ่น 6 กำแพงแสน เกษตรกรต้นแบบ ชื่อ นางสำเนียง สุขเกษม เกิด วันอังคาร ปีมะแม เดือน 12 ที่อยู่ 139 ม.10 ต.กำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ประกอบอาชีพ ทำนา, เลี้ยงวัว, แม่ค้า มีบุตรทั้งหมด 4 คน ชาย 1 คน หญิง 3 คน นางสำเนียง ถือว่าเป็นเกษตรกรคนเก่งในหมู่ที่ 10 บ้านหลังโรงน้ำแข็งด้วยอาชีพ ทำนา , เลี้ยงวัว, เป็นแม่ค้าระหว่างที่ระยะเวลา4เดือนกว่าข้าวจะเก็บเกี่ยวได้ก็จะเก็บมะพร้าวที่ ปลูกไว้ตามขันนา เก็บกล้วย ใบตอง ผักต่างๆ มะม่วง นำไปขายที่ตลาดเพื่อเป็นค่ากับข้าว ทุกๆวัน เพราะการทำอาชีพเกษตรกรนั้นเองที่ทำให้ นางสำเนียงมีเงินที่จะส่งลูกให้ได้เล่าเรียน จนจบมีหน้าที่การงานทำอย่างมั่นคง ลูกคนที่ 1 รับราชการมีตำแหน่งเป็น (ผอ.) ลูกคนที่ 2 รับราชการ เป็นตำรวจ ลูกคนที่ 3 ประกอบอาชีพส่วนตัว ลูกคนที่ 4 รับราชการ เป็นครู เพราะอาชีพเกษตรก็ทำให้ นางสำเนียง ได้รับรางวันแม่ดีเด่นแห่งชาติ ปี พ.ศ.2551 ประจำตำบลกำแพงแสน อำเภอกำแพงแสนจังหวัดนครปฐม และปัจจุบัน แม้ว่าลูกทั้ง4คนก็สามารถที่จะเลี้ยงดูแม่ได้ แต่นางสำเนียงก็ยังไม่เลิกทำอาชีพเกษตรกรคงยืนยันที่จะทำอาชีพนี้ต่อไป นางสำเนียง สุขเกษม เป็นบุคคลที่น่าได้รับการยกย่องเป็นอย่างยิ่งว่าเป็นบุคคลต้นแบบในการประกอบอาชีพเกษตร เป็นอาชีพที่สุจริตและยังสามารถส่งเสียลูกเรียนจนจบประสควาสำเร็จในอาชีพ
Score: 0

kaewpat
member - rookie

Posts:2
Joined:12 March 2011
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#46, by kaewpat, 12 March 2011 08:59 AM


นายธนนท์  สระป้อมแก้ว  ปวส. รุ่นที่ 6/1 กำแพงแสน   เลขที่ 14 รหัส 335010044

เกษตรต้นแบบ

การขยายพันธุ์ (ตอนไผ่)

วัสดุอุปกรณ์การตอนกิ่งไผ่

-          ขุยมะพร้าว

-          ถุงพลาสติก ขนาด 3x5  หรือตามขนาดของกิ่งไผ่

-          เชือก

-          มีดพร้า กรรไกร (สำหรับผ่ากิ่งไผ่)


วิธีตอนกิ่งไผ่

-          เลือกกิ่งที่แขนงกิ่งสมบูรณ์ ตัดแต่งกิ่งเล็กๆ ข้างๆ ออกเพื่อสะดวกในการหุ้ม

-          ใช้มีดหรือเลื่อยฟันไปที่แขนงกิ่งเบาๆ จากด้านบนสู่ด้านล่าง (อย่าให้ขาด) ให้เหลือเปลือกไผ่บางๆติดกับลำต้นไว้

-          ใช้ขัยมะพร้าวชุ่มน้ำใส่ถุงพลาสติกหุ้มโคนแขนงเหมือนการตอนกิ่งทั่วไปแล้วผูกให้แน่น

-          ใช้เวลา 20-25 วัน จะมีรากออกมา รอให้รากแก่แล้วจึงตัดไปชำในถุง เมื่อแข็งแรงแล้วจึงนำไปปลูกได้ (เวลาตัดให้เหลือปล้องไว้ 2-3 ปล้อง)


เคล็ดลับพิเศษ

-          หากต้องการให้รากของกิ่งตอนออกเร็วๆ เปลือกไผ่ส่วนที่ติดกับลำต้นตอนป่ากิ่งไม่ควรเหลือมากเกินไป (ให้เหลือเปลือกไผ่บางๆ)

-          การเลือกกิ่งไผ่ที่จะตอนควรเลือกกิ่งที่ไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป


ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดนครปฐม

ผอ.สุธรรม  จันทร์อ่อน (ผู้ใหญ่โนช)

54 หมู่ 10 ต.ทุ่งขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

โทรศํพท์  08-1384-5352



Score: 0

aeed1942
member - rookie

Posts:8
Joined:28 August 2010
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#47, by aeed1942, 12 March 2011 11:59 AM

นางสาวธนพร   โพธิ์ชัยรัตน์
รหัส 5335010082  เลขที่ 22

ปวส.รุ่น 6 กลุ่มกำแพงแสน

เกษตรกรต้นแบบ

ชื่อ        นายสุภัตร  ภู่กลีบ

ที่อยู่       73 ม.3  ต.ทุ่งขวาง  อ.กำแพงแสน  จ.นครปฐม  73140

เบอร์โทรศัพท์   081-1987788

                                                      น้ำยาเร่งการเจริญเติบโต

 

นายสุภัตร  ภู่กลีบ ( อายุ 61 ปี )  เป็นอดีตข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถและมี ความสนใจในเรื่องของการทำน้ำหมักชีวภาพ ไว้ใช้สำหรับใช้ในครอบครัว หรือเผยแพร่ให้กับเกษตรกรทั่วไปที่มีความสนใจ และต้องการลดต้นทุนในการผลิต และมีวิธีการผลิตน้ำยาชีวภาพที่เร่งการเจริญเติบมาแนะนำดังนี้

วัสดุที่ใช้                                                                   อุปกรณ์ที่ใช้

1.    กากน้ำตาล  20  กิโลกรัม                                               1. ถังพลาสติกขนาด

2.    ผักทั่วไปโดยประมาณ     30  กิโลกรัม

3.    ปลาทั่วไปโดยประมาณ    5   กิโลกรัม

4.    ผลไม้สุก(แล้วแต่จะหาได้)โดยประมาณ

5.    สารเร่งซุปเปอร์  2 ซอง

6.    หอยเชอรี่โดยประมาณ  5   กิโลกรัม  ( ถ้ามี)

วิธีการทำ

1.   เติมน้ำในถังพลาสติก แล้วเทกากน้ำตาลลงคนให้เข้ากัน  นำวัสดุที่ย่อยยากลงก่อน เช่น ปลา หอยเชอรี่  คนให้เข้ากันจากนั้นนำวัสดุที่เหลือ สับให้เป็นชิ้นเล็ก ใส่ลงไปในถังคนให้เข้ากัน

2.   ทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน ระหว่างที่หมักควรคนวันละ 1-2 ครั้ง / วัน เพื่อให้ส่วนผสมคลุกเคล้าให้ดียิ่งขึ้นและเพื่อระบายก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์

ประโยชน์ของน้ำหมักชีวภาพ  คือ ช่วยในการเร่งการเจริญเติบโตของพืช

ยกตัวอย่างไม้ผล    น้ำหมักชีวภาพ   /  น้ำ    ในพื้นที่   พ่นหรือฉีดลงดินทุก 1 เดือนช่วงกำลังเจริญเติบโตก่อนออกดอก และ ช่วงติดผล  จะช่วยเร่งการเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น

 

 

Score: 0

aeed1942
member - rookie

Posts:8
Joined:28 August 2010
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#48, by aeed1942, 12 March 2011 12:03 PM
Score: 0

aeed1942
member - rookie

Posts:8
Joined:28 August 2010
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#49, by aeed1942, 12 March 2011 12:31 PM

นางสาวธนพร  โพธิ์ชัยรัตน์
รหัส 5335010082 เลขที่  22
ปวส.รุ่น 6   กลุ่มกำแพงแสน
                                         เกษตรกรต้นแบบ

                                                  เรื่อง
                                        น้ำยาเร่งการเจริญเติบโต
ชื่อ นายสุวัตร  ภู่กลีบ
ที่อยู่   73  ม.3  ต.ทุ่งขวาง  อ.กำพงแสน  จ.นครปฐม  73140
เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้   081-1987788

     นายสุวัตร  ภู่กลีบ   อายุ 61 ปี  เป็นอดีตข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถและมีความสนใจในเรื่องของการทำ  น้ำหมักชีวภาพ  ไว้สำหรับใช้ในครอบครัวหรือเผยแพร่ให้กับเกษตรทั่วไปที่มีความสนใจ  และต้องการลดต้นทุนในการผลิต และมีวิธีการผลิตน้ำยาชีวภาพเร่งการเจริญเติบโตมาแนะนำดังนี้

    วัสดุที่ใช้

1.กากน้ำตาล  20 กิโลกรัม
2.ผักทั่วไปโดยประมาณ 30 กิโลกรัม
3.ปลาทั่วไปโดยประมาณ  5  กิโลกรัม
4.ผลไม้สุกทุกชนิด(แล้วแต่จะหาได้)โดยประมาณ 10  กิโลกรัม
5.สารเร่งซุปเปอร์ 2 ซอง
6.หอยเชอรี่โดยประมาณ 5  กิโลกรัม ( ถ้ามี )

    อุปกรณ์ที่ใช้
1.ถังพลาสติกขนาด  120  ลิตร

                                        วิธีการทำ
 
1.เติมน้ำลงในถังพลาสติก 10 ลิตร แล้วเทกากน้ำตาลลงกวนให้เข้ากัน   นำวัสดุที่ย่อยยากลงก่อน   เช่น ปลา  หอยเชอรี่  กวนให้เข้ากัน จากนั้นนำวัสดุที่เหลือสับให้เป็นชิ้นเล็ก ใส่ลงไปในถังกวนให้เข้ากัน
2.ทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือน ระหว่างที่หมักควรกวนวันละ 1-2 ครั้ง / วัน  เพื่อให้ส่วนผสมคลุกเคล้าให้ดียิ่งขึ้นและเพื่อระบายกาชคาร์บอนไดออกไซด์

ยกตัวการใช้น้ำยาชีวภาพ

น้ำหมักชีวภาพ 1 ลิตร / น้ำ 500 ลิตร  ในพื้นที่ 2 ไร่ พ่นหรือฉีดลงในดินทุกเดือนช่วงกำลังเจริญเติบโตก่อนออกดอก และ ช่วงติดผล  จะช่วยเร่งการเจิญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น
 

Score: 0

guest
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#50, by guest, 13 March 2011 11:44 AM
นายจีรนันทน์ ดอนสมไพร ปวส.รุ่นที่ 6 เลขที่ 20 รหัสปรำจำตัวนักศึกษา 533510048 กำแพงแสน เกษตรกรต้นแบบ ชื่อ นายอุบล แสนสอาด ที่อยู่ 74 หมู่ 4 ต.ทรงธรรม อ.เมือง จ.กำแพงเพชร โทร 081-7854897 ปลูกมันสำปะหลังเป็นอาชีพ มีการพัฒนาการผลิตมาเรื่อยๆ ประกอบกับเป็นคนใจกล้า กล้าลองผิดลองถูก ปลูกไปด้วยทดลองไปด้วย ศึกษาหาความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ในการผลิตมันสำปะหลังของตนเอง กลเม็ดเคล็ดลับ การเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังต้องเริ่มจากท่อนพันธุ์ที่ดี อายุ 10-12 เดือน มีแปลงขยายท่อนพันธุ์แยกต่างหาก ต้องดูแลรักษาต้นมันสำปะหลังให้แข็งแรงเช่นเดียวกับร่างกายของคนเรา ศัตรูต่างๆ ก็ไม่สามารถทำลายหรือทำลายได้น้อย โดยการปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยน้ำที่ได้จากการผลิตผงชูรส (360 ลิตร/ไร่ ราคา 300 บาท) ปุ๋ยคอก (650 กก./ไร่ ราคา 650 บาท) และขี้เถ้าแกลบ (8 ตัน/ไร่ ราคา 856 บาท) ใน 3 เดือนแรกกำจัดวัชพืชให้หมด หมั่นตรวจแปลงถ้าเกิดอะไรขึ้นก็จะแก้ไขได้ทันท่วงที หลังจากเก็บเกี่ยวมันออกจากแปลงแล้ว ทิ้งเหง้า กิ่ง คืนในแปลงและไถกลบเพิ่มอินทรียวัตถุในดินไปในตัวด้วย การเก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่อายุ 18 เดือนขึ้นไป ผลผลิตอยู่ระหว่าง 8-12 ตัน/ไร่ การทำท่อนพันธุ์สะอาด • ปลูกมันสำปะหลังในเดือนเมษายน 2552 และตัดท่อนพันธุ์ในเดือนเมษายน 2553 การพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งตลอดฤดูประมาณ 3-4 ครั้ง โดยใช้สารเคมี ไทอะมีโทแซม 25%WG ผสมไวท์ออยล์ 67%EC ในอัตรา 2 กรัม และ 50 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร • พ่นสารกำจัดเพลี้ยแป้งก่อนการตัดท่อนพันธุ์ นำท่อนพันธุ์มาตั้งกองที่บ้านและพ่นสารเคมีป้องกันเพลี้ยแป้งอีกครั้ง ได้ผลผลิตท่อนพันธุ์เฉลี่ยระหว่าง 3,500-4,400 ลำ/ไร่ ความยาวลำประมาณ 100-140 เซนติเมตร คุณภาพท่อนพันธุ์ดีปราศจากโรคแมลง • มีการกระจายท่อนพันธุ์ดีสะอาดไปยังเพื่อนบ้านและพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ อ.คลองลาน คลองขลุง โกสัมพี จ.กำแพงเพชร จ.สุโขทัย จ.เพชรบูรณ์ และ อ.วังเจ้า จ.ตาก และท่อนพันธุ์ส่วนหนึ่งเก็บไว้ปลูกเอง • ปลูกมันสำปะหลังราวเดือนมีนาคม-พฤษภาคมโดยขึ้นอยู่กับฝน ใช้ท่อนพันธุ์อายุ 10-12 เดือน
Score: 0

guest
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#51, by guest, 16 March 2011 05:29 AM
นายไพฑูรย์ ปทุมสูตร ปวส.รุ่นที่ 5 กลุ่มหนองปรือ เลขที่ 27 รหัสประจำตัว 5235010187 เกษตรกรต้นแบบ นายไพบูลย์ ปทุมสูตร อยู่บ้านเลขที่ 132 ม.4 ต.ทุ่งกระบ่ำ อ.เลาขวัญ จ.กาญจนบุรี นายไพบูลย์ เริ่มทำอาชีพการเกษตรตั้งแต่มีครอบครัว อายุ 25 ปี ปลูกมันสำปะหลังและอ้อย เดิมทีเริ่มทำงานไร่อ้อย ไร่มัน เหมือนกับคนอื่นทั่วๆไป แต่ไม่ได้ผลที่ดีเท่าที่ควร รายได้ก็น้อย แต่ต้องลงทุนมากบางครั้งก็ขาดทุน วันหนึ่งนายไพบูลย์ ได้มีโอกาสเข้ารับการอบรมเป็นหมอดินอาสาประจำหมู่บ้าน นายไพบูลย์เล่าให้ฟังว่า ได้รับประโยชน์จากการอบรมครั้งนี้ เพราะว่าได้เรียนรู้วิธีการปรับปรุงดิน วิธีการทำปุ๋ยหมัก ทำมาแล้วได้ผลจริง ลดต้นทุนในการผลิต เพิ่มปริมาณสินค้ามากขึ้น วิธีการปลูกมันสำปะหลังของนายไพบูลย์ คือ เลือกปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ก้านแดง(ระยอง 5) ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ีให้คุณภาพแป้งดี หัวมันดก ปลูกง่าย ก่อนปลูกมันสำปะหลังการเตรียมดิน โดยเริ่มจากการไถ ไถใช้ผาน3 หนึ่งครั้งแล้วทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน จึงใช้ผานพวงไถอีกครั้ง การใช้ผาน 3 เพื่อให้ดินที่อยู่ชั้นล่างได้กลับหน้าดิน ทำให้ร่วนซุย รากของมันสำปะหลังได้กินอาหารได้ไกลขึ้น เวลาชัดร่องปลูกให้ใส่ปุ๋ยรองพื้นไปด้วย สูตร 16-8-8 เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน เมื่อมันสำปะหลังโตได้ที่อายุ 3 เดือน ก็เริ่มฉีดปุ๋ยน้ำหมักจากธรรมชาติที่ทำขึ้นมาเอง ฉีดทุก 15 วัน ฉีดประมาณ 2 ครั้งจากนั้นเมื่อฝนตกให้ใส่ปุ๋ยเดิม 1 ครั้ง เพื่อบำรุงหัวให้โต ใช้ปุ๋ยสูตร 21-0-0 เมื่อครบกำหนดมันสำปะหลังอายุ 1 ปี ถึงค่อยขุดได้ เฉลี่ยไร่ละ 5 ตัน แต่ปัจจุบันนายไพบูลย์ได้เลิกทำมันสำปะหลัง แล้วหันมาปลูกอ้อยอย่างเดียว เพราะมีปัญหาเรื่องเพลี้ยแป้งระบาด ขั้นตอนการทำไร่อ้อยของนายไพบูลย์ มีเนื้อที่ทั้งหมด 70 ไร่ แต่ก่อนเคยปลูกมันด้วยอ้อยด้วย แต่สภาพดินของนายไพบูลย์แต่ละแปลงมีสภาพที่แตกต่างกันออกไป การเลือกพันธุ์ให้เหมาะสมกับดินโดยมีวิธีการดังนี้ ดินที่มีสภาพเป็นดินเหนียว หรือดินร่วนซุยให้ใช้พันธุ์อ้อยลำปาง เบอร์ 11 เพราะอ้อยพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่มีลำมากโตเร็ว น้ำหนักดี เมื่อตัดตอแรกแล้วจะแตกตอดี ปลูกหนึ่งครั้งสามารถอยู่ได้ 4-5 ปี การปลูกอ้อยต้องมีการบำรุงรักษาเป็นระยะ ช่วงแรกให้ดี โดยใช้วิธีการปลูกแบบร่องคู่ ใช้รถไถเล็กฉีดยา พรวนดิน กำจัดวัชพืช ในช่วงแรกเมื่ออ้อยอายุได้ 3-4 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยและกลบร่อง จากนั้นประมาณฤดูฝนให้ใส่ปุ๋ยอีกครั้งหนึ่ง จะทำให้อ้อยเจริญเติบโตอีกครั้งก่อนครบกำหนดตัดส่งโรงงาน นายไพบูลย์ บอกว่า การทำการเกษตรสมัยใหม่ต้องมีการผสมผสานเก่าใหม่ร่วมกัน เพราะสมัยใหม่เมื่อนำเอาเทคโนโลยีในปัจจุบันมาใช้ เช่นการนำรถไถเล็ก มาฉีดยา แทนแรงงานคนเพื่อลดค่าจ้างได้มากและเป็นการลดต้นทุนในการผลิตอีกหนึ่งทาง ซึ่งปัจจุบันการขาดแคลนแรงงานคนเป็นปัญหาสำคัญ การทำเกษตรแบบผสมผสาน คือ การนำเอาวิธีแบบเก่ามาใช้ เช่น การทำปุ๋ยหมักใช้เอง การปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อปรับสภาพดิน ปลูกพืชตระกูลถั่ว เพื่อเพิ่มปริมาณ ไนโตรเจนในดิน วิธีนี้เมื่อทำควบคู่กันไปจะช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมีได้มาก และยังมีคุณประโยชน์มากกว่า ราคาดีกว่า ใช้แล้วผลผลิตเพิ่มมากขึ้น เมื่อถึงกำหนดเก็บเกี่ยวผลผลิต ก็ทำให้ได้ผลกำไรดีมีเงินเหลือเก็บ จึงทำให้ทุกวันนี้ครอบครัวคุญไพบูลย์ เป็นเกษตรกรต้นแบบ ลดรายจ่าย เพิ่มปริมาณคุณภาพสินค้าให้ได้ดีกว่าเดิม ผลกำไรมากขึ้น ทุกวันนี้การทำไร่อ้อยของคุณไพบูลย์ เป็นอาชีพหลักในครอบครัว ที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ ทำให้ครอบครัวมีความสุข
Score: 0

kondu_2499
member - novice

Posts:27
Joined:31 July 2010
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#52, by kondu_2499, 18 March 2011 07:46 AM

เกษตรต้นแบบ

ปลูกผักหวานป่า


ชื่อ                           นายตี๋      เห็นไพศาล

อาชีพ                     เกษตรกร

เบอร์โทร.              081-3786078

                ไร่เห็นไพศาล


เริ่มประกอบอาชีพทำการเกษตรตั้งแต่ พ.. 2515-..2537 ทำการเกษตรโดยการ ทำไร่อ้อย บนที่ดินจำนวน 10 ไร่ แต่ไดผลผลิตน้อย และมีค่าใช้จ่ายสูงจึงไม่ประสบผลสำเร็จ จากนั้นคิดหาอาชีพอื่นจนถึง พ.. 2538 ได้มีแนวคิดที่จะปลูกมะขามเทศ โดยเริ่มจากหาเมล็ดพันธุ์จากแหล่งขายจากจึงหวัดสระบุรี และก็ได้กิ่งตอนมาจำนวน 150 กิ่ง กิ่งละ 35 บาท จากนั้นก็ทำการทดลองปลูกในพื้นที่จำนวน 6 ไร่ และผลผลิตที่ได้มาถือว่าประสบความสำเร็จ จึงเริ่มคิดขยายเนื้อที่แล้วปลูกเพิ่มจนเต็มเนื้อที่ 10 ไร่ ดูแล ตัดแต่งกิ่งต้นมะขามเทศ เพื่อเพิ่มผลผลิต

ต่อมาประมาณ 3 ปี ต้นมะขามเทศก็เติบโตจนสูง จึงเหลือพื้นที่ด้านล่าง จึงคิดหาพืชตระกูลเดียวกัน เพื่อที่จะมาแซมส่วนที่เป็นพื้นที่ว่าง และก็ได้แนวคิดในการปลูกมะตูม ตามคำแนะนำจากพี่ชาย จากนั้นก็ไปซื้อเมล็ดพันธุ์จากจังหวัดปราจีนบุรี แล้วก็ได้มาปลูกในไร่มะขามเทศผลผลิตที่ได้  จากผลมะตูมก็ประสบความสำเร็จตามมา เริ่มปลูกต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงปี พ.. 2541 จากประสบการณ์ที่เป็นคนชอบเที่ยวป่า ก็ได้ไปพบกับต้นผักหวานป่า จึงมีแนวคิดว่าถ้าเรานำไปปลูกที่ไร่ของเราจะได้หรือไม่ และผักหวานก็เป็นพืชที่ชาวบ้านของเราก็นิยมกิน มันน่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจได้ ต่อมาก็ได้ทำการทดลองปลูกโดยไปซื้อต้นผักหวานมาจากคนเพาะเมล็ดขายจำนวน 20 ต้น เมื่อปลูกต้นผักหวานก็ตายหมดแต่ก็ไม่ย่อท้อก็ไปซื้อต้นผักหวานมาอีกแต่ลอปริมาณจาก 20 เหลือ 5 ต้น คราวนี้ปลูกเน้นธรรมชาติไม่ต้องรดน้ำรอน้ำฝนตามฤดุกาลกลับได้ผลดี รอดทุกต้น ปีต่อมาก็ไปซื้อ ต้นผักหวานเพิ่มอีก 50 ต้นและก็รอดทุกต้น เมื่อเติบโตก็เก็บส่วนที่เป็นยอดไปขาย ตอนแรกก็ขายตามบ้าน ต่อมาผลผลิตก็เพิ่มมากขึ้นก็ไปขายตามตลาดนัด ก็ขายดี เป็นที่ต้องการของตลาด

จากนั้นก็มีกำลังใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มเพาะเมล็ดผักหวานเอง โดยไม่ต้องไปซื้อจากที่อื่น จากนั้นก็ขยายการปลูกไปในไร่มะขามเทศ และต้นมะตูมโดยแซมไปในช่องว่างระหว่างต้นมะขามเทศกับต้นมะตูม เพราะ ผักหวานชอบพื้นที่ที่มีร่มเงา ก็ขยายเป็น 8 ไร่ และก็ทำรายได้ได้ดีมากๆ มีคนมารับซื้อถึงในไร่ แล้วก็หมั่นดูแลเอาใจใส่ จนมาถึงปัจจุบัน และทุกๆปีก็สามารถเก็บผลผลิตจากมะขามเทศ มะตูม และผักหวานป่าตามฤดูกาลได้สบาน เพียงแค่หมั่นดูแลเอาใจใส่เท่านั้นเองจากที่ได้ประกอบอาชีพถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ จากพืชสามชนิดนี้ และก็ได้แนะนำให้เพื่อนบ้านประกอบอาชีพนี้ และก็ยังสืบทอดให้กลับลูกหลานต่อไปอีกด้วย


แหล่งที่มา    :      นางสาวปิยวรรณ วิชัยวงษ์วัฒน์

                                ปวส. รุ่นที่ 5 เลขที่ 45

                                รหัส 5235010234


Score: 0

weerawan
member - rookie

Posts:7
Joined:09 October 2010
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#53, by weerawan, 19 March 2011 02:00 PM

เกษตรกรต้นแบบ

ไร่องุ่นเขาหินตั้งฮิลล์

 

 

ชื่อ  นายจิรทีปต์  บุดดาเจริญ  (พี่จืด)

อายุ 46 ปี

เกิด  วันที่  30 กันยายน 2508 

คู่สมรส  นางใจทิพย์  กาญจนภิญพงษ์

มีบุตร 2 คน

ที่อยู่ ไร่องุ่นเขาหินตั้งฮิลล์ 19 ม.2 ต.สมเด็จเจริญ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี

อาชีพ เกษตรกร

เบอร์โทรติดต่อ 081-3784990

การศึกษา  จบปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

                   สาขาบริหารธุรกิจ วิชาเอกเทคโนโลยีสารสนเทศ

ได้รับใบรับรอง  อาหารปลอดภัย (GAP)

 

          ประวัติการทำงานก่อนประกอบอาชีพเกษตร ระหว่างปี 2535-2543 ทำงานอยู่ที่ บริษัท Metro System

โดยเป็นบริษัทที่ดำเนินกิจการทางด้านการวางระบบคอมพิวเตอร์

 

          ในปี 2543 ได้ลาออกจากบริษัท เพื่อมาช่วยทางบ้านภรรยาซึ่งประกอบอาชีพการเกษตรอยู่ที่ บ้านเขาหินตั้ง ตำบลสมเด็จเจริญ อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี โดยแต่เดิมบ้านภรรยาทำพืชไร่ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์  ทั้งนี้ ในครอบครัวได้ดำเนินการเพาะปลูกรวมกันเป็นเนื้อที่ 1,500 ไร่ ต่อมาได้แยกกันทำกินโดยแบ่งเนื้อที่เป็นสัดส่วนให้ลูกแต่ละคน ซึ่งตัวเกษตรกรก็ได้ที่มาทำกินประมาณ 200 ไร่ ทำให้ตัวเกษตรกรมีความคิดที่จะเพิ่มมูลค่าในที่ดิน เนื่องจากการเพาะปลูกพืชไร่แบบเดิมมีรายได้ไม่สูงเท่าที่ควร โดยทั้งนี้เกษตรกรได้เกิดแนวความคิดที่จะเพิ่มมูลค่าทางการเกษตรจากการไปเยี่ยมชมแปลงองุ่นของสถานีวิจัยกาญจนบุรี ที่ต้งอยู่หมู่ที่ 9 ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี โดยแรกเริ่มเกษตรกร ได้ทดลองปลูกองุ่นโดยจ้างเจ้าหน้าที่ที่ทำงานที่ศูนย์มาช่วยฝึกในการเพาะปลูกตัดแต่งกิ่ง และการเก็บผลผลิต คือ นายรินทอง และได้ปลูกองุ่นไร้เมล็ด อยู่สามสายพันธุ์ องุ่นมีเมล็ดสองสายพันธุ์ แต่เมื่อนำไปขายลูกค้ามักจะนิยมซื้อองุ่นไร้เมล็ดเนื่องจากมีราคาที่ไม่แตกต่างกันมาก  เกษตรกรจึงมีแนวความคิดนำองุ่นมีเมล็ดมาแปรรูปทำน้ำองุ่นแท้เพื่อจำหน่ายในยี่ห้อ ไร่องุ่นเขาหินตั้งฮิลล์ ทั้งนี้ปัจจุบันลูกค้าได้เลิกปลูกองุ่นมีเมล็ดแต่ได้รับซื้อมาเพื่อนำมาแปรรูปขายเป็นน้ำองุ่น

          สำหรับองุ่นไร้เมล็ดปัจจุบันเกษตรกรเลือกปลูกสองสายพันธ์ คือ พันธุ์ Perlett และพันธุ์ Marroo Seedless เนื่องจากมีความเหมาะสมกับพื้นที่ในจังหวัด โดยมีการส่งเพื่อจำหน่ายให้กับศูนย์การค้าในเครือข่ายของเดอะมอลล์ และขายทั้งปลีกและส่ง

          ข้อแนะนำที่สอบถามจากเกษตรกร คือ ให้ระวังการตัดแต่งกิ่งเพื่อบังคับให้ออกดอกอย่าตรงกับช่วงที่ฝนตกเพราะจะทำให้ผลผลิตเสียหาย และระวังในช่วงจะเก็บผลผลิตเพราะองุ่นจะแตกราคาจะตกต่ำ

           วิธีการแก้ไข เกษตรกรจะนำหลังคาพลาสติกมาใช้ในการป้องกันน้ำฝนซึ่งจะช่วยให้ผลผลิต            ไม่เสียหายหรืออาจจะมีการคำนวณระยะเวลาไม่ให้ตรงกับช่วงฤดูฝน

 

แหล่งที่มา

นางสาววีระวรรณ  แสงใส

เลขที่ 28 รหัส 5235010246

ปวส.รุ่นที่ 5

 

 

 

Score: 0

guest
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#54, by guest, 19 March 2011 02:31 PM
เกษตรกรต้นแบบ ชื่อ นายมนัส พานเจริญ ที่อยู่ 830 หมู่ 4 ต.หนองปรือ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี เบอร์โทรศัพท์ 081 - 2676269 เกษตรกรดีเด่นสาขาไร่นาสวนผสมอำเภอหนองปรือ ประจำปี พ.ศ.2537 นายมนัส พานเจริญ เกิดปี พ.ศ.2483 ที่ ต.เขาสามสิบหาบ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี สมรสกับนางนม มีบุตร 5 คน มีพื้นที่ทำกิน 8 ไร่ โดยแบ่งเป็นสามส่วน คือ - ทำนา 3 ไร่ - ขุดสระเลี้ยงปลา 2 ไร่ - ปลูกบ้านที่อยู่อาศัย 3 ไร่ ส่วนที่ 1 ทำนา 3 ไร่ เริ่มต้นทำนาในเดือนพฤษภาคม ใช้พันธุ์ข้าวปลูก 30 ก.ก./ 1 ไร่ โดยเตรียมไถดินตีเทือก และแช่เมล็ดพันธุ์ข้าว 1 คืน นำพันธุ์ข้าวที่แช่แล้วมาหว่านในแปลงเพาะกล้า ที่ไถเตรียมไว้แล้วหลังจากหว่านพันธุ์ข้าวให้ปล่อยน้ำออกจากนาให้หมด ประมาณสัปดาห์ที่ 1 ข้าวเริ่มงอก สัปดาห์ที่ 2 ให้ใส่ปุ๋ยยูเรียอัตรา 1 ก.ก. ประมาณ 45 วัน ถอนต้นกล้าได้และนำมาดำในนาที่เตรียมไถและทำเทือกไว้แล้ว หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ให้ใส่ปุ๋ยยูเรียและฉีดยาฆ่าหญ้า คอยดูน้ำในนา ถ้าน้ำน้อยให้สูบน้ำใส่ จนกระทั่งเดือนตุลาคม ข้าวเริ่มตั้งท้องและออกรวง และเดือนธันวาคม เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวใส่ยุ้ง เพื่อไว้รับประทานต่อไป ส่วนที่ 2 ขุดสระเลี้ยงปลา 2 ไร่ โดยปลูกมะละกอและมะนาว บริเวณขอบสระ เลี้ยงปลาเป็นอาหารเหลือจากรับประทานในครอบครัวก็นำไปขาย ปลาที่เลี้ยงคือ ปลานิลและปลาตะเพียน ซึ่งเลี้ยงง่ายโตไว ไม่มีโรค เมื่อลูกปลาเล็กๆ ให้รำเป็นอาหาร เมื่อลูกปลาโตแล้ว จึงให้อาหารเม็ดและผักบุ้งให้ปลากิน เลี้ยงประมาณ 8 เดือนก็สามารถจับไปขายได้ กิโลกรัมละ 40 บาท ส่วนที่ 3 ปลูกบ้านที่อยู่อาศัย ส่วนหนึ่งปลูกบ้านเป็นที่อยู่อาศัยบริเวณรอบๆบ้าน ปลูกผักสวนครัว เช่น มะเขือ กะเพรา โหระพา ข่า ตะไคร้ มะกรูด ชะพลู ยี่หร่า ฟักทอง ผลไม้ เช่น มะพร้าว มะละกอ ขนุน มะม่วง แตงไทย ส่วนที่เหลือเพาะลูกพริกขาย เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ให้กับครอบครัวโดยเริ่มเพาะประมาณเดือนกุมภาพันธ์ โดยการนำพริกมาตากให้แห้ง นำใส่ครกใบใหญ่ ตำพอหยาบๆ ให้เม็ดพริกแตกออกมา และนำเม็ดพริกที่ได้ ห่อผ้าขาวบางนำไปแช่น้ำ 1 คืน วันรุ่งเอาห่อพริกขึ้นจากน้ำวางที่แห้ง แล้วรดน้ำตอนเช้า 2 วัน 2 คืน จะได้เม็ดพริกที่เริ่มงอกเป็นต้นเล็กๆ นำเม็ดพริกที่งอกแล้วนำไปหว่านลงในแปลงเพาะ ใช้ฟางคลุม รดน้ำเช้าเย็น ประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ จะได้ต้นพริกที่สามารถถอนและนำไปปลูกได้โดยขายวาละ 200 บาท นายมนัส พานเจริญ ใช้ชีวิตตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นเกษตรกรต้นแบบ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกข้าวกินเอง มีปลาในสระหลังบ้าน เลี้ยงไก่มีไข่กิน มีผักผลไม้ มีอาหารเพียงพอต่อการบริโภคภายในครัวเรือน มีผลผลิตเหลือไว้จำหน่าย เพาะลูกพริกขายสร้างรายได้จุนเจือครอบครัว เป็นอาชีพที่พึ่งตนเอง ทำเองในครอบครัวจนได้รับรางวัลจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นเกษตรกรตัวอย่าง ประเภทมีที่ดินน้อย ไม่เกิน 10 ไร่ ประจำปี พ.ศ.2537 แหล่งที่มาของข้อมูล นางสุภาวดี สงเจริญ เลขที่ 25 ปวส.รุ่น 6 กลุ่มหนองปรือ
Score: 0

guest
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#55, by guest, 19 March 2011 02:33 PM
เกษตรกรต้นแบบ ชื่อ นายมนัส พานเจริญ ที่อยู่ 830 หมู่ 4 ต.หนองปรือ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี เบอร์โทรศัพท์ 081 - 2676269 เกษตรกรดีเด่นสาขาไร่นาสวนผสมอำเภอหนองปรือ ประจำปี พ.ศ.2537 นายมนัส พานเจริญ เกิดปี พ.ศ.2483 ที่ ต.เขาสามสิบหาบ อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี สมรสกับนางนม มีบุตร 5 คน มีพื้นที่ทำกิน 8 ไร่ โดยแบ่งเป็นสามส่วน คือ - ทำนา 3 ไร่ - ขุดสระเลี้ยงปลา 2 ไร่ - ปลูกบ้านที่อยู่อาศัย 3 ไร่ ส่วนที่ 1 ทำนา 3 ไร่ เริ่มต้นทำนาในเดือนพฤษภาคม ใช้พันธุ์ข้าวปลูก 30 ก.ก./ 1 ไร่ โดยเตรียมไถดินตีเทือก และแช่เมล็ดพันธุ์ข้าว 1 คืน นำพันธุ์ข้าวที่แช่แล้วมาหว่านในแปลงเพาะกล้า ที่ไถเตรียมไว้แล้วหลังจากหว่านพันธุ์ข้าวให้ปล่อยน้ำออกจากนาให้หมด ประมาณสัปดาห์ที่ 1 ข้าวเริ่มงอก สัปดาห์ที่ 2 ให้ใส่ปุ๋ยยูเรียอัตรา 1 ก.ก. ประมาณ 45 วัน ถอนต้นกล้าได้และนำมาดำในนาที่เตรียมไถและทำเทือกไว้แล้ว หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ ให้ใส่ปุ๋ยยูเรียและฉีดยาฆ่าหญ้า คอยดูน้ำในนา ถ้าน้ำน้อยให้สูบน้ำใส่ จนกระทั่งเดือนตุลาคม ข้าวเริ่มตั้งท้องและออกรวง และเดือนธันวาคม เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวใส่ยุ้ง เพื่อไว้รับประทานต่อไป ส่วนที่ 2 ขุดสระเลี้ยงปลา 2 ไร่ โดยปลูกมะละกอและมะนาว บริเวณขอบสระ เลี้ยงปลาเป็นอาหารเหลือจากรับประทานในครอบครัวก็นำไปขาย ปลาที่เลี้ยงคือ ปลานิลและปลาตะเพียน ซึ่งเลี้ยงง่ายโตไว ไม่มีโรค เมื่อลูกปลาเล็กๆ ให้รำเป็นอาหาร เมื่อลูกปลาโตแล้ว จึงให้อาหารเม็ดและผักบุ้งให้ปลากิน เลี้ยงประมาณ 8 เดือนก็สามารถจับไปขายได้ กิโลกรัมละ 40 บาท ส่วนที่ 3 ปลูกบ้านที่อยู่อาศัย ส่วนหนึ่งปลูกบ้านเป็นที่อยู่อาศัยบริเวณรอบๆบ้าน ปลูกผักสวนครัว เช่น มะเขือ กะเพรา โหระพา ข่า ตะไคร้ มะกรูด ชะพลู ยี่หร่า ฟักทอง ผลไม้ เช่น มะพร้าว มะละกอ ขนุน มะม่วง แตงไทย ส่วนที่เหลือเพาะลูกพริกขาย เป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ให้กับครอบครัวโดยเริ่มเพาะประมาณเดือนกุมภาพันธ์ โดยการนำพริกมาตากให้แห้ง นำใส่ครกใบใหญ่ ตำพอหยาบๆ ให้เม็ดพริกแตกออกมา และนำเม็ดพริกที่ได้ ห่อผ้าขาวบางนำไปแช่น้ำ 1 คืน วันรุ่งเอาห่อพริกขึ้นจากน้ำวางที่แห้ง แล้วรดน้ำตอนเช้า 2 วัน 2 คืน จะได้เม็ดพริกที่เริ่มงอกเป็นต้นเล็กๆ นำเม็ดพริกที่งอกแล้วนำไปหว่านลงในแปลงเพาะ ใช้ฟางคลุม รดน้ำเช้าเย็น ประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ จะได้ต้นพริกที่สามารถถอนและนำไปปลูกได้โดยขายวาละ 200 บาท นายมนัส พานเจริญ ใช้ชีวิตตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นเกษตรกรต้นแบบ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกข้าวกินเอง มีปลาในสระหลังบ้าน เลี้ยงไก่มีไข่กิน มีผักผลไม้ มีอาหารเพียงพอต่อการบริโภคภายในครัวเรือน มีผลผลิตเหลือไว้จำหน่าย เพาะลูกพริกขายสร้างรายได้จุนเจือครอบครัว เป็นอาชีพที่พึ่งตนเอง ทำเองในครอบครัวจนได้รับรางวัลจากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เป็นเกษตรกรตัวอย่าง ประเภทมีที่ดินน้อย ไม่เกิน 10 ไร่ ประจำปี พ.ศ.2537 แหล่งที่มาของข้อมูล นางสุภาวดี สงเจริญ เลขที่ 25 ปวส.รุ่น 6 กลุ่มหนองปรือ
Score: 0

guest
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#56, by guest, 20 March 2011 08:53 AM
ผู้ส่ง นางสาววรรณนิษา มาลาพงษ์ ปวส.รุ่นที่ 5 เลขที่ 42 รหัสประจำตัว5235010183 เกษตรกรต้นแบบชื่อคุณวรัทยา ศรีผ่อง บ้านอยู่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี คุณวรัทยา ไม่ได้ทำการเกษตรแบบทำอย่างใดอย่างหนึ่งเหมือนเกษตรกรทั่วไป เขาทำการเกษตรแบบครบวงจรคือปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงหมู ให้กับบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ เอามูลสัตว์ไปเดป็นปุ๋ยของพืช เอาพืชมาทำเป็นอาหารสัตว์ ก็เรียกว่าครบวงจรแบบหมุนเวียน การเลี้ยงหมูของคุณวรัทยาไม่ใช่เลี้ยงหมูแบบทั่วไปแต่เป็นการเลี้ยงแบบถูกต้องตามหลักวิชาการคือเลี้ยงแบบปลอดเชื้อโรคเลี้ยงแบบโรงเรือนปิด หรือแบบห้องแอร์ (อีแวป)ต้นทุนการปลูกโรงเรือน ต้องสูง โรงเรือน 1 โรง ราคาโรงละ 130,000 บาท โรงเรือนหมู 1 โรงเรือน บรรจุแม่หมูได้ 1,020 ตัว แม่หมูแต่ละตัว ตั้งท้อง 4 เดือน แม่หมู 1 ตัว คลอดลูกประมาณ 10 ตัว เราจะได้ลูกหมูประมาณ 1,200 ตัว ทางบริษัท ซ๊พี จะรับลูกหมูไปทั้งหมด หักต้นทุนแล้ว เหลือกำไร ตัวละ 240 บาท รวมเวลา 5 เดือน คุณวรัทยา เหลือกำไรคิดเป็นรายได้ต่อเดือน 48,000 บาท ต่อโรงเรือน 1 โรง ต้นทุนของการเลี้ยงหมู ยา อาหาร อุปกรณ์ แม่พันธุ์ ทางบริษัทซีพี เป็นผู้จ่ายให้ แล้วหักจากราคาของลูกหมู ส่วนทางผู้เลี้ยงต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าแรงเอง นอกจากจะมีโรงเรือนเลี้ยงหมูให้บริษัทซีพี 2 - 3 โรงเรือนแล้วยังมีที่ดินว่างอีก 30 กว่าไร่ ครอบครัวคุณวรัทยาจึงเห็นว่าควรใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์ก็เลยปลูกพืชไปพร้อมกับการเลี้ยงหมู เช่นปลูกหน่อไม้ 7 ไร่ ปลูกฝรั่ง 5 ไร่ ปลูกพริก 2 ไร่ ปลูกผักคะน้า คุณวรัทยาบอกว่างานในไร่ไนฟาร์มทั้งหมดใช้คนงานเพียง 4 คน นอกนั้นก็เป็นแรงงานภายในครอบครัว คุณวรัทยาได้กล่าวว่าใครมีที่ดินไม่ควรขายควรหาช่องทางวทำการเกษตรเราก็จะสามารถสร้างฐานะหารายได้ให้กับตัวเราได้เป็นอย่างดี ต้องการทราบข้อมูลเรื่องการเลี้ยงหมูให้บริษัทซ๊พี สอบถามได้จาก คุณวรัทยา ศรีผ่อง 93/1 หมู่ 11 ต.หนองอิรุณ อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี
Score: 0

guest
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#57, by guest, 23 March 2011 11:13 AM
นายอภิชาติ บุตรดี ปวส. รุ่น 5 เลขที่ 7 รหัสประจำตัวนักศึกษา 5235010242 เกษตรกรต้นแบบ "ผลิตแก้วมังกรนอกฤดูเพิ่มรายได้" ชื่อเกษตรกรต้นแบบ นายองอาจ สมใจเพ็ง (อาจ) ที่อยู่ ๒๗/๑ ม.๗ ต.หนองปรือ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี เบอร์โทรศัพท์ 085-2975430 อาชีพ ทำไร่แบบผสมผสาน คุณองอาจเล่าให้ฟังว่าภายในพื้นที่ซึ่งมีอยู่ประมาณ 25 ไร่ แม้จะมีจำนวนมาก แต่ความอุดมสมบูรณ์ของดินไม่ค่อยดีนัก สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเราเพราะปลูกอ้อยเพียงหน้าเดียว และลงปุ๋ยเคมีแล้ว ปีไหนหากต้องปลูกตอใหม่ ก็จะเผาตอทิ้ง พอนานวันเข้านอกจากกำไรที่ได้เริ่มลดลง เพราะสมัยนั้นราคาอ้อยค่อนข้างถูกแล้วยังมีปัญหาเรื่องแรงงาน ช่วงหลังจึงหันมาปลูกเผือก กล้วย ผักหวาน ผักอายุสั้น สลับแปลงแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะครอบครัวเรามีคนน้อย งานที่มีอยู่ทำไม่ทันแรกๆจึงมุ่งปลูกเผือก ปลูกกล้วย ผักหวาน เพราะไม่ต้องดูแลมาก พร้อมกับมองหาพืชชนิดอื่นเสริมควบคู่ไปด้วยประกอบกับได้ศึกษาการปลูก "แก้วมังกรกับสวนลุงกุ้ง เกาตรกรที่ปลูกแก้วมังกรที่ให้รสชาติหวาน จึงเห็นว่าน่าสนใจ เพราะเป้นผลไม้ที่ใหม่ในตลาด อีกทั้งกลุ่มผู้บริโภคให้ความสนใจ หลังตกลงกับสมาชิกในครอบครัวแล้ว จึงตัดสินใจลงทุนก้อนใหญ่อีกครั้งภายในพื้นที่ 2 ไร่ เป็นเงินประมาณ 130,000 บาท เพื่อมาซื้อ เสาซีเมนต์ ยางนอกรถจักรยาน กิ่งพันธุ์เวียดนาม(เนื้อขาว เปลือกแดง) ซึ่งมีรสชาติหวานอร่อยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค มาปลูกจำนวน 500 หลัก พร้อมกับเดินระบบนำ ขณะที่รอเก็บเกี่ยวผลผลิต รายได้ที่เข้ามาช่วงนี้มาจากการการขายผักอื่น พี่อาจบอกต่อว่าหลังให้ปุ๋ยนำที่เป็นระบบสปริงเกอร์ และดูแลเพื่อให้ผลผลิตออกนอกฤดูอยู่นานเกือบ 2 ปีผลผลิตเริ่มที่จะเก็บขายได้ จึงวิ่งส่งที่ตลาดสี่มุมเมือง ปัจจุบันแม่ค้าที่ตลาดหลายแห่งมารับซื้อถึงที่ จึงทำให้ประหยัดค่าขนส่งช่วยให้เรามีกำไรมากขึ้น ในการเก็บผลผลิตขายครั้งแรกนั้น หลังหักลบกลบหนี้แล้วมีกำไรเหลืออยู่พอประมาณ ซึ่งเป็นรายได้ที่ดีมากๆ ดังนั้นจึงตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 2 ไร่ และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากทำให้มีผลผลิตออกตลอดเวลาแล้ว หากแปลงไหนอายุครบ 10 ปี ได้กำหนดปลูกใหม่ ก็จะทำให้งานไม่มากล้นมือ จากการไม่ยอมแพ้กับอุปสรรคและปัญหา กระทั่งสามารถมีความรู้ความชำนาญ เฟ้นอาชีพที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ส่งผลให้ในวันนี้ พี่อาจเป็นเกษตรกรที่เก่งและมีความสามารถและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
Score: 0

guest
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#58, by guest, 23 March 2011 11:32 AM
นายอภิชาติ บุตรดี ปวส. รุ่น 5 เลขที่ 7 รหัสประจำตัวนักศึกษา 5235010242 เกษตรกรต้นแบบ "ผลิตแก้วมังกรนอกฤดูเพิ่มรายได้" ชื่อเกษตรกรต้นแบบ นายองอาจ สมใจเพ็ง (อาจ) ที่อยู่ ๒๗/๑ ม.๗ ต.หนองปรือ อ.หนองปรือ จ.กาญจนบุรี เบอร์โทรศัพท์ 085-2975430 อาชีพ ทำไร่แบบผสมผสาน คุณองอาจเล่าให้ฟังว่าภายในพื้นที่ซึ่งมีอยู่ประมาณ 25 ไร่ แม้จะมีจำนวนมาก แต่ความอุดมสมบูรณ์ของดินไม่ค่อยดีนัก สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะเราปลูกอ้อยเพียงหน้าเดียว และลงปุ๋ยเคมีแล้ว ปีไหนหากต้องปลูกตอใหม่ ก็จะเผาตอทิ้ง พอนานวันเข้านอกจากกำไรที่ได้เริ่มลดลง เพราะสมัยนั้นราคาอ้อยค่อนข้างถูกแล้วยังมีปัญหาเรื่องแรงงาน ช่วงหลังจึงหันมาปลูกเผือก กล้วย ผักหวาน ผักอายุสั้น สลับแปลงแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะครอบครัวเรามีคนน้อย งานที่มีอยู่ทำไม่ทันแรกๆจึงมุ่งปลูกเผือก ปลูกกล้วย ผักหวาน เพราะไม่ต้องดูแลมาก พร้อมกับมองหาพืชชนิดอื่นเสริมควบคู่ไปด้วยประกอบกับได้ศึกษาการปลูก "แก้วมังกรกับสวนลุงกุ้ง เกษตรกรที่ปลูกแก้วมังกรที่ให้รสชาติหวาน จึงเห็นว่าน่าสนใจ เพราะเป็นผลไม้ที่ใหม่ในตลาด อีกทั้งกลุ่มผู้บริโภคให้ความสนใจ หลังตกลงกับสมาชิกในครอบครัวแล้ว จึงตัดสินใจลงทุนก้อนใหญ่อีกครั้งภายในพื้นที่ 2 ไร่ เป็นเงินประมาณ 130,000 บาท เพื่อมาซื้อ เสาซีเมนต์ ยางนอกรถจักรยาน กิ่งพันธุ์เวียดนาม(เนื้อขาว เปลือกแดง) ซึ่งมีรสชาติหวานอร่อยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค มาปลูกจำนวน 500 หลัก พร้อมกับเดินระบบน้ำ ขณะที่รอเก็บเกี่ยวผลผลิต รายได้ที่เข้ามาช่วงนี้มาจากการการขายผักอื่น พี่อาจบอกต่อว่าหลังให้ปุ๋ยน้ำที่เป็นระบบสปริงเกอร์ และดูแลเพื่อให้ผลผลิตออกนอกฤดูอยู่นานเกือบ 2 ปีผลผลิตเริ่มที่จะเก็บขายได้ จึงวิ่งส่งที่ตลาดสี่มุมเมือง ปัจจุบันแม่ค้าที่ตลาดหลายแห่งมารับซื้อถึงที่ จึงทำให้ประหยัดค่าขนส่งช่วยให้เรามีกำไรมากขึ้น ในการเก็บผลผลิตขายครั้งแรกนั้น หลังหักลบกลบหนี้แล้วมีกำไรเหลืออยู่พอประมาณ ซึ่งเป็นรายได้ที่ดีมากๆ ดังนั้นจึงตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มอีก 2 ไร่ และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากทำให้มีผลผลิตออกตลอดเวลาแล้ว หากแปลงไหนอายุครบ 10 ปี ก็ได้กำหนดปลูกใหม่ ก็จะทำให้งานไม่มากล้นมือ จากการไม่ยอมแพ้กับอุปสรรคและปัญหา กระทั่งสามารถมีความรู้ความชำนาญ เฟ้นอาชีพที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ส่งผลให้ในวันนี้ พี่อาจเป็นเกษตรกรที่เก่งและมีความสามารถและมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
Score: 0

vaew555
member - rookie

Posts:2
Joined:23 March 2011
quote reply / 

Re: เกษตรกรต้นแบบ

#59, by vaew555, 23 March 2011 11:53 AM

grin


Score: 0
COMPOSE REPLY
64 Posts • Page 3 of 4 • 1 234

Locked Topic


You must be a member to post in this forum

Join Now!